วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความรู้ เพื่อหาคำตอบ สำหรับวันที่ 24/2/2010

สรุป Strategic Management for IT

มีความรู้มากมายที่ผู้รู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการกลยุทธ์เช่น

โดยการประยุกต์ใช้ก็มีมากมาย เช่น


เมื่อเรามีความรู้ด้านบริหารกลยุทธ์ มีประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Information Technology ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกหน่วยงานหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องนำ IT ประยุกต์ IT ในการทำงานปฏิบัิติงานให้องค์กรประสบความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ขององค์กรนั้นๆ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีคำถามว่า

1. การบริหารกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ ในองค์กรมีความสำคัญ ความจำเป็น มากน้อยเพียงใด และเหตุใดทุกหน่วยจะต้องดำเนินการ ไม่ดำเนินการได้หรือไม่
2. กรณีศึกษาบริษัทประกันชีวิต ABXY ตามเอกสารที่แจกไปเมื่อวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น ท่านคิดว่าจะมีกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการให้บริษัทดีขึ้นได้หรือไม่อย่างไร พร้อมให้เหตุผลประกอบ ด้วย
3. จาก SWOT ของวิทยเขตมุกดาหาร ถ้าหากว่าจะทำเป็นยุทธศาสตร์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาวิทยาเขตมุกดาหารจะทำได้หรือไม่ และยุทธศาสตร์ที่ว่าควรจะเป็นอย่างไร บอกข้อดีที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

ครับทั้ง 3 ข้อ ทำให้ทุกท่านได้เกิดการเรียนรู้่ การเรียนรู้บางครั้งจำเป็นที่จะต้องรู้จากผู้รู้ แต่บางครั้งเราสามารถที่ค้นหาความรู้ เพื่อรู้เองได้ การรู้เองจะทำให้เกิดความจำในส่วนของสมองที่เราจะสามารถนำไปประยุกต์ในอนาคตได้ ดังนั้น ถ้าเราฝึกฝนเป็นผู้ที่ใผ่รู้ให้มากๆ แล้ววันหนึ่ง เราจะเป็นผู้รู้ที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่คนอื่นๆ ผมจะรอวันที่ทุกท่านเป็นผู้รู้ และผมจะขอความรู้จากท่านเช่นกัน
ขอบคุณมากในความใส่ีใจที่จะเป็นผู้รู้ครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กลยุทธ์ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ

ในการพัฒนาระบบสารสนเทศโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะเป็นว่าในการวางกลยุทธ์เพื่อจะได้โครงการในการพัฒนาระบบสารสนเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ซึ่งฉบับปัจจุบัน คือ ฉบับที่ 10) และไปดูที่รายละเอียดที่เป็นนโยบายด้าน ICT ของประเทศที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรับผิดชอบ ที่เรียกว่า แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (ฉบับที่)

นอกจากแผนแม่บท ICT ระดับประเทศแล้ว ระดับกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดทำแผนแม่บทด้าน ICT ที่สอดรับกับแผนแม่บทระดับประเทศเพื่อทำให้ทิศทางการพัฒนาระบบสารสนเทศหรือ ICT เป็นไปในทิศทางเดียวกันอันจะเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศด้าน ICT สำหรับ แผนแม่บท ICT ผู้เขียนคิดว่ามีประเด็นบางส่วนที่สำคัญ เกี่ยวกับ การพัฒนาระบบ การใช้ระบบที่เรียกว่า Open Source ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ 1 : การพัฒนากำลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และการใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณและรู้เท่าทัน (ที่มา : http://www.mict.go.th/download/ICT_masterplan/no6_ICTMP2_NITC_Vision.doc.pdf) ในมาตรการ การพัฒนาบุคลากร ICT ข้อ 1.1 ปรับปรุงรูปแบบ วิธีการในการจัดการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาและอุดมศึกษา (2) และ (4) เกี่ยวกับการใช้ Open Source

จากแผนแม่บทดังกล่าวในปัจจุบันมีการใช้ Open Source เพิ่มมากขึ้นแต่จำนวนยังไม่สูงมากนัก จำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันศึกษาต่างๆ จะต้องมีกลยุทธ์ แผนงาน มีโครงการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนในการใช้งานระบบ Open Source ซึ่งปัจจุบันการพัฒนา Website ด้านต่างๆ มีความต้องการสูงมากจากผู้ใช้บริการที่เป็นระบบ E-Service ประเภทต่างๆ และสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องมื่อเป็นโปรแกรม Open Source ที่จะสามารถถูกนำมาใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ พัฒนาระบบ Website คือ Joomla [โดยที่ Joomla!” เป็นโปรแกรม open source ที่เป็นระบบบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ (Web Content Management Systems: CMS) ซึ่งถูกพัฒนาด้วย PHP และใช้ฐานข้อมูลของ MySQL ในการเก็บข้อมูล มีเทคนิคการเขียนโปรแกรมขั้นสูงภายใต้มาตรฐาน XHTML สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์มที่รองรับ PHP และ mySQL ทั้งนี้ Joomla! ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทีมพัฒนาที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยระยะเริ่มต้น Joomla! ได้มุ่งเน้นเพื่อใช้ในการพัฒนา Coporate Website หรือเว็บไซต์ของบริษัทและองค์กรต่างๆ รวมไปถึงเว็บ Intranet ภายในหน่วยงาน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสวยงามของรูปแบบที่ดูเป็นสากล รวมถึงความง่ายต่อการใช้งานของทั้งผู้พัฒนาและผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างจาก CMS ทั่วไป ตรงที่สามารถออกแบบและสร้างหน้าตาของเว็บไซต์ (Template) ได้ตามต้องการ และเนื่องจากการพัฒนา Joomla! ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องมือเสริมหลายตัวที่ช่วยในการนำไปใช้สร้างเว็บไซต์ได้หลายประเภทมากขึ้น อาทิ การสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce การสร้างเว็บท่า(Portals) การสร้างเว็บไซต์เพื่อใช้เป็น Community และเว็บไซต์ประเภทอื่นๆ หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้

หากต้องการที่จะสร้างเว็บไซต์ แต่ไม่เคยรู้ว่าจะทำได้อย่างไร Joomla! สามารถช่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรมอย่าง HTML, XML, DHTML, PHP หรือแม้แต่ mySQL ซึ่งสามารถเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการแก้ไขโปรแกรม รวมถึง Joomla! ยังไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของการออกแบบ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้สวยงามตามต้องการ (ที่มา :
www.idesign.in.th/us/categoryblog/156-joomla--.html) ]

คำถาม

1. ท่านคิดว่าจะใช้ Joomla ในการพัฒนาระบบสารสนเทศประเภทใดที่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน

2. ถ้าหากท่านเป็นผู้บริหารของบริษัทหรือองค์กรใด ท่านจะมีนโยบายหรือกลยุทธ์อย่างไร ให้มีการใช้งาน Joomla ให้เกิดประโยชน์และเกิดผลดีต่อองค์กร

3. ท่านคิดว่า Joomla เป็นทางเหลือที่ดีหรือยัง จะมีข้อพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใดบ้าง พร้อมให้เหตุผล

ีต่อองค์กร

ใด ท่านจะมีนโยบายหรือกลยุทธ์อย่างไร ให้มีการใช้งาน ผนแม่บทด้าน ปดูที่รายละเอียดที่เป็นนโยบาย

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กลยุทธ์ในการใช้ ICT เพื่อส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษ

ในปัจจุบันจะเห็นว่าการสื่อสารการเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ภาษากลางในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ (แต่อาจจะไม่แน่ เพราะในอนาคตประเทศจีนเป็นประเทศที่ทุกประเทศต้องการติดต่อการขาย) ดังนั้น จะเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปจำเป็นจะต้องมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ โดยที่
(http://www.culi.chula.ac.th/e-Journalt/research_05.htm) ได้กล่าวว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศ สังคมไทยตระหนักดีว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ เพื่อแสวงหาความรู้ และเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการศึกษาโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องช่วยเสริมความสามารถ นอกจากนี้ภาษาอังกฤษยังมีบทบาทสำคัญทางด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างชนชาติต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าของภาษา (native speakers) ที่ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น อันได้แก่ คนอังกฤษ คนอเมริกัน คานาดา และออสเตรเลีย แต่ชนชาติอื่นๆที่มีการติดต่อกันระหว่างชนชาติ เช่น คนไทยติดต่อกับคนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฯลฯ ก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ การใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร หรือใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพในธุรกิจอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้ภาษาอังกฤษยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นภาษาสากลนานาชาติ (English as an international language) ในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ เป็นภาษาสำคัญในด้านการศึกษา จัดเป็นสื่อสำคัญนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป อีกทั้ง การศึกษาเป็นพลังสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และครูเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะเอื้ออำนวยให้การศึกษาดำเนินไปในแนวทางที่พึงประสงค์ ในขณะที่ภาษาอังกฤษมีความสำคัญและ จำเป็นมากขึ้น ครูผู้สอนภาษาอังกฤษจึงจัดว่าเป็นบุคลากรที่สำคัญยิ่งที่จะถ่ายทอดความรู้และทักษะทางภาษา สร้างบรรยากาศและกิจกรรมทางภาษา อันจะเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา กระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของภาษาและรักที่จะเรียนภาษา ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์
วิสัยทัศน์ของมหาวิทยลัยอุบลราชธานี "เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ ที่เน้นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบัณฑิตและประชาชนบนฐานภูมิปัญญาอีสานใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" ดังนั้น เราจะเป็นจะต้องมีการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นด้านภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ
คำถาม ถ้าหากเราจะใช้ ICT ในการส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษจะมีวิธีการกลยุทธ์ โครงการอย่างไร และท่านคิดอย่างไรว่ากลยุทธ์ โครงการดังกล่าวที่ท่านเสนอจะเหมาะสมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทั้งนี้ ให้ระบบขั้นตอนวิธีการที่จะได้มาซึ่งกลยุทธ์และโครงการที่ท่านนำเสนอ

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ

หลายๆ ท่านคงจะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิต สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยนักศึกษามีพฤติกรรมที่ใช้เครื่องมือด้าน ICT มากขึ้น รวมทั้งใช้สังคมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Hi5 Blog Twitter) มีจำนวนมากขึ้น อีกทั้ง สืบเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยของเราในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อการได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานราชการและมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กำหนดให้หน่วยงานจัดหาระบบจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวที่เกี่ยวกับการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นจะต้องใช้งบประมาณในการจัดหาเช่นกัน นอกจากนั้น แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับที่ 2 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษามีแผนการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และการประเมินประกันคุณภาพการศึกษาผลการประเมินได้เสนอแนะให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ว่า “เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ ที่เน้นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบัณฑิตและประชาชนบนฐานภูมิปัญญาอีสานใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” ด้วยสาเหตุข้างต้นจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีต้องดำเนินงานการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณทั้งเงินแผ่นดินและเงินรายได้
ดังนั้น เพื่อให้วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นจริงในประเด็นการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้การสอนโดยเน้นความพอเพียง ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่ว่า “สร้างสติและปัญญาแก่สังคม บนพื้นฐานความพอเพียง” ผู้เขียนใคร่ขอนำเสนอการประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เนื่องจากเครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์ (Social Network เช่น blog, twitter, facebook, homepage เป็นต้น) เป็นระบบที่ผู้ใช้งานทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและงบประมาณในการพัฒนาระบบ โดยทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาสามารถใช้งานระบบได้ง่ายและสะดวก นอกจากนั้น การประยุกต์ดังกล่าวจะเป็นการดำเนินงานตามแนวพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายในหัวข้อ “แนวโน้มการจัดการเรียนการสอนเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า” ในการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า” ณ โรงแรม บีพี สมิหลา จังหวัดสงขลา วันที่ 23 กันยายน 2542 ดังความตอนหนึ่งว่า “...ข้าพเจ้าเคยเปิดพบ Websites ของห้องสมุดประชาชนในต่างประเทศที่เป็นเวทีให้เด็กทำแบบนี้ ให้เด็กคนหนึ่งเขียนความคิดเห็นของตนลงไป เพื่อเล่าให้เด็กอื่นๆที่เปิดดูทราบว่า เขามีความคิดต่อหนังสือเล่มนี้อย่างไร ในลักษณะการอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการใช้สื่ออื่นๆ ต่อไป...” “...ความรู้ทาง internet ได้ด้วย ครูจึงน่าจะไปตรวจดูก่อนว่า เรื่องที่จะกำหนดในแผนให้พูดในชั้นเรียนนั้นจะมี websites อะไรบ้างที่จะส่งเสริมการสนทนาในชั่วโมงนั้นต้องตั้งข้อสังเกตได้ว่า websites นั้นเป็นอย่างไร เพราะในเรื่องเดียวกันจะมีหลาย websites จะมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันออกไป...” “...ข้าพเจ้าเคยเปิดพบ Websites ของห้องสมุดประชาชนในต่างประเทศที่เป็นเวทีให้เด็กทำแบบนี้ ให้เด็กคนหนึ่งเขียนความคิดเห็นของตนลงไป เพื่อเล่าให้เด็กอื่นๆที่เปิดดูทราบว่า เขามีความคิดต่อหนังสือเล่มนี้อย่างไร ในลักษณะการอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการใช้สื่ออื่นๆ ต่อไป...”
โดยในปัจจุบัน E-Book หรือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(http://student.nu.ac.th/supaporn/e%20-book.htm) ได้มีความหมายหลายอย่าง
ดังนี้
1.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ที่ใช้ในภาษาไทยอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นก็ได้มีผู้ให้คำนิยามเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้หลายท่านด้วยกัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะด้วยกัน คือในลักษณะของซอฟท์แวร์ , ฮาร์ดแวร์ และในลักษณะที่เป็นทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์
1.1.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะของซอฟท์แวร์
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หมายถึง หนังสือเล่มที่ถูกดัดแปลงให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ผู้อ่านสามารถอ่านข้อมูลได้จากจอคอมพิวเตอร์ มีลักษณะข่าวสารเป็นแบบพลวัต หากต้องการปรับปรุงข้อมูลก็สามารถทำได้โดยดึงข้อมูล (Download) มาจากอินเตอร์เน็ต หรือซีดีรอม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีความสามารถในการทำไฮเปอร์เท็กซ์, คนหาข้อความ , ทำหมายเหตุประกอบ และการทำสัญลักษณ์ใจความสำคัญ (พิชญ์ วิมุกตะลพ, 2538 : 214; Barker , 1992 : 139 ; Gates,1995 : 139 ; “What are E- Books?”,1999 : 1; “NetLingo :The Internet Language Dictionary”, 1999 : 1 “High-Tech Dictionary Definition”, 1999 : 1 “Electronic Book”, 1999 : 1; Reynolds and Derose. 2535 : 263, อ้างถึงใน สุชาดา โชคเหมาะ,2539 : 1-2)
1.1.2 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะของฮาร์ดแวร์ ได้มีผู้ให้คำนิยามไว้ดังต่อไปนี้
“TechEncyclopedia” (1999 : 1) กล่าวกันว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นอุปกรณ์ฉบับกระเป๋าซึ่งสามารถแสดงข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ได้ สามารถจัดทำสำเนาได้ ทำบุ๊คมาร์คและทำหมายเหตุประกอบได้ “Electronic Book – Webopedia Definition” (1999 : 1)ได้กล่าวถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในฐานะที่เป็นฮาร์ดแวร์ไว้ในทำนองเดียวกับ TechEncyclopedia โดยได้แบ่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออกเป็น 2 รูปแบบคือ ร็อคเก็ตอีบุ๊ค (Rocket Ebook )ของ นูโวมีเดีย เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับกระเป๋า พกพาสะดวกด้วยน้ำหนักเพียง 22 ออนซ์ เก็บข้อมูลได้ถึง 4,000 หน้ากระดาษการเปิดพลิกหน้าร็อกเก็ตอีบุ๊คให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเปิดหนังสือจริงสามารถทำแถบสว่าง (Highlight) , ทำหมายเหตุประกอบ , ค้นหาคำ และสร้างบุ๊คมาร์คได้ หากต้องการปรับปรุงข้อมูลก็สามารถติต่อไปยังร้านหนังสือหรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สำหรับรูปแบบที่ 2 คือ ซอฟท์บุ๊ค (Softbook) ของซอฟท์บุ๊คเพรส มีลักษณะคล้ายกับร็อคเก็ตบุ๊ค มีความจุตั้งแต่ 1,500 ไปจนถึง 1 ล้านหน้ากระดาษ
1.1.3 ความหมายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ได้มีผู้ให้ความหมายดังนี้
“What is an E-Book (1999 : 1) ได้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นหนังสือทั้งที่มีและไม่มีตัวจริง โดยมีรูปแบบการอ่าน 3 แนว คือ ดึงข้อมูลออกมาและพิมพ์โดยผู้ใช้งาน,อ่านโดยตรงจากจอคอมพิวเตอร์ และใช้อ่านโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่นได้แก่ ไลเบรียสมิลลิเนียมอีบุ๊ครีดเดอร์ (Librius Millennium Ebook Reader) , ร็อคเก็ตบุ๊คเป็นต้น
จากความหมายที่กล่าวมาทั้ง 3 ลักษณะ สามารถสรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การนำหนังสือหนึ่งเล่มหรือหลายๆ เล่ม มาออกแบบใหม่ให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ โดยปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่รูปของตัวอักษร, ภาพนิ่ง , ภาพเคลื่อนไหว ,เสียง , ลักษณะที่ตอบโต้กันได้ (interactive) และการเชื่อมโยงแบบไฮเปอร์เท็กซ์ สามารถทำบุ๊คมาร์กและหมายเหตุประกอบตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ โดยอาศัยพื้นฐานของหนังสือเล่มเป็นหลัก
1.2 ธรรมชาติของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีโครงสร้างเหมือนๆกับหนังสือเล่มทั่วๆไป โดยจะประกอบด้วยหน้าปกหน้า-หลัง , สารบัญ ,เนื้อหาภายในเล่ม และดัชนี เนื้อหาภายในเล่มอาจจะแบ่งออกเป็นบทแต่ละบทมีจำนวนหน้ามากน้อยแตกต่างกันไป ในแต่ละหน้าจะประกอบด้วยตัวอักษร, ภาพนิ่ง , ภาพเคลื่อนไหว ,เสียง (อาจจะแสดงทันทีหรือปรากฎเป็นปุ่มไว้ให้กดเรียกก็ได้)หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตะแตกต่างจากหนังสือเล่มในการพลิกหน้า โดยที่ไม่ได้มีการพลิกหน้าจริง หากแต่เป็นไปในลักษณะของการซ้อนทับกัน (Barker and singh, 1985 quoted in Barker and Manji. 1991 : 276) สิ่งที่แตกต่างกันระหว้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์กับหนังสือเล่มอย่างเด่นชัดคือ การปฏิสัมพันธ์และความเป็นพลวัต (Barker,1996 : 14) ซึ่งอาจจะแตกต่างกันล่างในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แต่ละเล่ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน และการปฏิสัมพันธ์จากผู้อ่าน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะเหมือนกับหนังสือเล่มดังภาพประกอบ 2 คือมีหน้าปกเพื่อบอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับหนังสือ หากใน 1หน้า มีข้อมูลเป็นหน้าคู่ ด้านซ้ายมือเป็นหน้าซ้าย ด้านขวามือจะเป็นหน้าขวา กดปุ่มไปหน้าก็จะไปยังหน้าต่อไป กดปุ่มถอยหลังจะกลับไปหน้าก่อน นอกจากนี้ยังสามารถกระโดดข้ามไปยังหน้าที่ผู้อ่านต้องการได้อีกด้วย หน้าสุดท้ายจะเป็นหน้าก่อนออกจากโปรแกรม ถึงแม้ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะคล้ายกับหนังสือเล่มมากแต่ข้อจำกัดที่มีอยู่มากมายในหนังสือเล่มไม่สามารถส่งอิทธิพลมายังหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แต่อย่างใด
นอกจากนั้น ที่ http://www.edtechpark.net/nataya/Ebook_arm/advantage.html ได้กล่าวถึงข้อดีของ E-book เพิ่มเติม
คำถามที่เกี่ยวข้อง ถ้าหากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีนโยบายนำ E-book มาใช้ในการเรียนการสอน ท่านคิดว่าจะตอบคำถามต่อไปนี้ได้หรือไม่อย่างไร
(1) มหาวิทยาลัยควรจะมีกลยุทธ์และวิธีการอย่างไรในการที่จะให้นักศึกษาและอาจารย์ได้รับทราบข้อดีและข้อเสียของการใช้ E-book ในการเรียนการสอน
(2) ถ้าหากว่าท่านได้รับการเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ E-book ท่านคิดว่าจะได้อย่างไรถึงจะสามารถทำให้มียอดขายจำนวนมากที่สุด